พระเจดีย์วัดป่าสัมมานุสรณ์

พระเจดีย์วัดป่าสัมมานุสรณ์ อยู่บ้านโคกมน ตำบลผาน้อย ห่างจากที่ว่าการอำเภอวังสะพุงไปตามถนนลาดยางสายอำเภอวังสะพุง-อุดรธานี ถึงสี่แยกโรงเรียนบ้านวังไห แยกซ้ายไปตามถนน รพช. อีก 8 กิโลเมตร พระเจดีย์วัดป่าสัมมานุสรณ์ สร้างตามแบบของกรมศิลปากรขนาดฐานองค์พระเจดีย์กว้างยาวด้านละ 25 เมตร สูง 33 เมตร

ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร

แหล่งรวมความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีของไทย มีไม่น้อยหน้าชาติใดในโลก เฉกเช่นที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร หรือ Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre ถือเป็นสถานที่รวบรวมข้อมูลทางด้านมานุษยวิทยาและศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง เช่น สังคมวิทยา โบราณคดี ประวัติศาสตร์ศิลปะ ภาษา และวรรณกรรม

ทะเลบัวแดง หนองหานกุมภวาปี

อยู่ใกล้วัดบ้านเดียม หมู่ที่ 5 ตำบลเชียงแหว เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ มีพื้นที่กว่า 32 ตารางกิโลเมตร ประกอบไปด้วยพันธุ์ปลา นก และพืชน้ำจำนวนมาก มีระบบนิเวศน์ ที่เป็นเอกลักษณ์ซึ่งเป็นที่สนใจของนักวิชาการทั้งในประเทศและต่างประเทศได้มาศึกษาค้นคว้าอย่างต่อเนื่องในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี ดอกบัวแดงในหนองหานจะงอกจากน้ำ แตกใบ และเริ่มออกดอกตูมและบาน

หาดชาญดำริ

ความน่าสนใจของหาดชาญดำริคือการเป็นจุดชมทิวทัศน์ชั้นยอดที่สามารถมองเห็นทั่วบริเวณชุมชนบ้านปากน้ำ และเลยไกลไปถึงเกาะสองหรือวิคตอเรียพอยท์ในประเทศเมียนมาร์ ตลอดจนเกาะต่างๆ ในท้องทะเลอันดามันสีเทอร์ควอยซ์ที่มีความงดงามในมุมมองแบบพานอรามา ที่นี่จึงเหมาะสำหรับ การถ่ายภาพพระอาทิตย์ตกดินในยามเย็น เพราะที่นี่คือจุดชมวิวที่สวยงามที่สุดอีกแห่งหนึ่งของเมืองระนองเลยทีเดียว

ตลาดน้ำคลองแห

ตลาดน้ำคลองแห เป็นตลาดน้ำที่สร้างขึ้นโดยเจตนารมณ์ของอดีตผู้ใหญ่บ้านในสมัยนั้น ตลาดน้ำคลองแห ทุกวันนี้ได้มีการปรับปรุงและพัฒนาไปอย่างมากเนื่องจากมีนักท่องเที่ยวมาเยือนแบบไม่ขาดสาย หากได้ผ่านไปแถวนั้นอาจจะเห็นได้ว่ารถราเยอะแยะไปหมด ไม่ว่าจะเป็นรถทัวร์ที่พานักท่องเที่ยวมาเที่ยว รถเก๋งคันงาม เดินทางมาเที่ยวอย่างต่อเนื่อง เพราะถนนเส้นตลาดน้ำคลองแห นี่เป็นเส้นทางที่เราจะต้องมุ่งหน้าเข้าตัวเมืองหาดใหญ่ ที่ตลาดคลองแห มีอาหารและของขายให้เลือกสรรมากมาย ไม่ใช่แต่พ่อค้าแม่ค้าที่นั่งขายของบนเรืออย่างเดียว ที่ตลาดน้ำคลองแหก็มีตลาดบนบกเหมือนกัน กว้างขวางเดินสบายและจอดรถง่ายอีกด้วย แต่นั่นเองจุดขายของตลาดน้ำคลองแห แห่งนี้ก็ยังเป็นการขายแบบเรือแบบฉบับตลาดน้ำอยู่ดี

ศาลเจ้าแม่สองนางพี่น้อง

ศาลเจ้าแม่สองนางพี่น้อง ตั้งอยู่บนถนนสำราญชายโขง ริมแม่น้ำโขง เยื้องไปทางทิศเหนือของวัดศรีมงคลใต้ ติดกับด่านตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดมุกดาหาร ศาลแห่งนี้เดิมเป็นศาลไม้ต่อมาได้มีการบูรณะเรื่อยมาจนเป็นคอนกรีตดังปัจจุบัน ศาลเจ้าแม่สองนางพี่น้องนี้มีเรื่องเล่าขานกันมานานว่าราวปี พ.ศ. 1896 เจ้าฟ้างุ้ม แห่งเมืองล้านช้าง

สวนสัตว์เปิดเขาเขียว

สนุกไปกับการเรียนรู้หลากหลายชีวิตสัตว์โลกน่ารักในสวนสัตว์เปิดที่มีประวัติความเป็นมายาวนานแห่งหนึ่งของเมืองไทย ที่นี่ไม่เพียงมีสัตว์หลากหลายชนิดคอยสร้างความเพลิดเพลินให้กับนักท่องเที่ยวเท่านั้น หากยังมีบริการที่พัก ห้องประชุมสัมมนา และกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย เช่น ไนท์ซาฟารี ชมขบวนเพนกวินพาเหรด

โบราณสถานวัดเกาะกลาง

โบราณสถานที่มีความเก่าแก่แห่งหนึ่งของลำพูน ซึ่งมีการค้นพบโบราณวัตถุและชิ้นส่วนประติมากรรมปูนปั้นมากมายที่มีอายุร่วมสมัยกับยุคล้านนาตอนต้น หรือประมาณ 700 ปีมาแล้ว ได้รับอิทธิพลจากศิลปะหริภุญชัย รวมทั้งการขุดค้นพบรูปแบบสถาปัตยกรรมคติทวารดี ซึ่งถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญยิ่งของเมืองไทย

สุสานหอย 45 ล้านปี

สุสานหอยอยู่ในบริเวณชายทะเลบ้านแหลมโพธิ์ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ห่างจากตัวเมืองประมาณ 17 กม.มีซากดึกดำบรรพ์ของหอยน้ำจืดชนิดต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นหอยขม มีขนาดยาวประมาณ2 เซนติเมตร ซากหอยเหล่านี้ได้ทับถมกันจนกลายเป็นสุสานหอยโดยมีน้ำประสานธาตุปูนจับตัวให้กลายเป็นหินแข็งทับอยู่ชั้นหินลิกไนท์ และหินดินดาน นับเป็นสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติเมื่อแผ่นดินบริเวณนี้ยกตัวขึ้นสูงซากหอยดึกดำบรรพ์เหล่านี้ จึงปรากฏให้เห็นเป็นลานหินกว้างใหญ่ยื่นลงไปในทะเล และเป็นหลักฐานทางโบราณคดีที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของโลก ช่วงแรกประมาณกันว่าสุสานหอยแห่งนี้เกิดขึ้นเมื่อ 75 ล้านปีมาแล้วต่อมาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการค้นพบหลักฐานด้านธรณีวิทยามีมากขึ้นจึงกำหนดอายุของสุสานหอย ใหม่เหลือประมาณ 40-20 ล้านปี

สถานีพัฒนาป่าชายเลนที่ 2 ลุ่มน้ำเวฬุ

สถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนที่ 2 ลุ่มน้ำเวฬุ ตั้งอยู่ที่บ้านท่าสอน ตำบลบ่อ อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี โดยอยู่บนเส้นทางถนนสุขุมวิทช่วงกิโลเมตรที่ 374 – 375 ห่างจากตัวเมืองประมาณ 18 กิโลเมตร ที่ตั้งของสถานีฯ แห่งนี้เป็นป่าชายเลนลุ่มน้ำเวฬุ มีเนื้อที่ประมาณ 120,000 ไร่ ซึ่งเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ภายใต้ชื่อ “เวฬุ เว็ทแลนด์ (Welu Wetland)”